มะขามป้อมมีประโยชน์มากมายเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีววิทยา ได้แก่ ฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ, ฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนส, ฤทธิ์ในการต่อต้านจุลชีพ และป้องกันการเหนี่ยวนำจากรังสีที่ทำในเกิดการทำลายของโครโมโซมที่เกิดจากรังสี อย่างไรก็ตาม ความคงตัวของมะขามป้อมเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา ดังนั้นวัตถุประสงค์ของงานวิจัยคือเปรียบเทียบความคงตัวของสารสกัดมะขามป้อมในลิโพโซมและสารละลายบัฟเฟอร์ที่พีเอช 5.5 และ 7.4 ส่วนประกอบของผนังเมมเบรนของลิโพโซมคือไขมันของฟอสฟาติดิลโคลีนจากไข่แดง (ไลปอยอี 80) และโคเลสเตอรอล ในอัตราส่วน 2:1 โดยโมล และโคเลสเตอรอลเอสเทอร์ เป็นสารเพิ่มความคงตัว ความเข้มข้นของสารสกัดมะขามป้อม แปรผันจาก 1, 2, 3, 4 และ 5 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ความสามารถในการกักเก็บสาร และความคงตัวทางเคมีวัดจากปริมาณของสารฟีโนลิคทั้งหมดในสารสกัดมะขามป้อม โดยใช้ ยูวี-วิสสิเบิล สเปกโตรโฟโตเมตรี เปอร์เซ็นต์การกักเก็บสารสูงสุดคือ 52.83% ได้จากการเตรียมลิโพโซมด้วย 1 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตรของสารสกัดมะขามป้อมเตรียมที่พีเอช 5.5 นอกจากนี้การเตรียมข้างต้นมีความคงตัวอย่างน้อย 12 สัปดาห์ โดยเก็บในตู้เย็นที่ 4 องศาเซลเซียส ขนาดอนุภาคของลิโพโซมเก็บที่ 0 และ 12 สัปดาห์ ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ โดยขนาดอนุภาคคือ 5.790+-0.756 และ 5.553+-0.647 ไมโครเมตร ตามลำดับ โดยสรุปแล้วสารสกัดมะขามป้อมในลิโพโซมมีความคงตัวมากกว่าในสารละลายบัฟเฟอร์
Shashi Kumar DubeyDeepak Mishra